สมุนไพรไทย – แอหนัง

image

ชื่อวิทยาศาสตร์   Crossostephium chinense (L.) Makino.

ชื่อวงศ์    COMPOSITAE

ชื่ออื่น -

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้นแอหนัง จัดเป็นพรรณไม้ล้มลุกขนาดเล็ก มีความสูงของต้นประมาณ 10-60 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรงเรียบเป็นสีเขียว ลำต้นแตกกิ่งก้านได้มาก ใบดกหนาทึบ ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการปักชำกิ่งและการเพาะเมล็ด ชอบดินร่วน มีความชื้นและแสงแดดปานกลาง ชอบขึ้นในที่แจ้ง ชอบขึ้นตามหินปูน มักพบได้ตามหลุมบ่อ ใกล้กับชายทะเล

ใบแอหนัง มีใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับกันตามต้น แต่จะออกเป็นกระจุกที่ปลายยอด ใบและก้านใบมีขนสีขาวๆ อมเทาขึ้นปกคลุม ก้านใบมีความยาวประมาณ 3 เซนติเมตร ใบมีลักษณะไม่ค่อยแน่นอน มีปลายใบแหลม โคนใบมนลักษณะเป็นรูปไข่ ใบแยกออกเป็นแฉกประมาณ 3-5 แฉก แต่ใบที่ยอดต้นจะไม่แยกเป็นแฉก ใบมีขนาดกว้างประมาณ 3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5.5 เซนติเมตร อวบน้ำ และก้านใบจะสั้น

ดอกแอหนัง ออกดอกเป็นช่อที่ยอดต้นหรือตามง่ามใบปลายกิ่ง มีช่อดอกยาวประมาณ 4-9 เซนติเมตร ช่อดอกมีขนาดเล็ก แต่ละช่อมีดอกย่อยลักษณะทรงกลมสีเหลือง หรือเป็นรูปทรงกระบอก สีเหลืองอมสีเขียว โคนดอกมีกลีบเลี้ยงสีเขียวลักษณะเป็นรูปถ้วย และเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ

ผลแอหนัง ผลมีขนาดเล็ก ยาวประมาณ 1 มิลลิเมตร ลักษณะของผลเป็นรูปเหลี่ยมคล้ายห้าเหลี่ยม และมีรยางค์เป็นเกล็ดยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร เปลือกผลแข็ง ผลแห้งและแตกได้ ด้านในมีเมล็ด ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปทรงรีผิวมันสีน้ำตาล

สรรพคุณทางสมุนไพ

ใบและเมล็ดใช้เป็นยาบำรุง ช่วยทำให้เจริญอาหาร

ใบและรากมีรสเผ็ดขม เป็นยาร้อนเล็กน้อยออกฤทธิ์ต่อปอดและกระเพาะ ใช้เป็นยาขับลม ขับลมชื้น ช่วยแก้หลอดลมอักเสบ ช่วยละลายเสมหะ

ใบ นำมาตำใช้ทาสะดือของเด็กทารก ช่วยแก้อาการปวดท้อง ใช้เป็นยาแก้ไข้หวัด แก้ไข้หวัดลมเย็น ด้วยการใช้ใบแห้งประมาณ 20 กรัม นำมาต้มกับน้ำใส่น้ำตาลเล็กน้อยแล้วใช้รับประทาน (เอากากทิ้ง)

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com

สมุนไพรไทย – ขี้เจียก

imageimage

ชื่อวิทยาศาสตร์   Argyreia thorelii Gagnep.

ชื่อวงศ์    Convolvulaceae

ชื่ออื่น     เครือพูทอง, ตำแยดิน

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้เถาเลื้อยล้มลุก มีหัวใต้ดิน มีขนยาวสีน้ำตาลทองประปรายตามกิ่ง แผ่นใบทั้งสองด้าน หนาแน่นตามช่อดอก ใบประดับ และกลีบเลี้ยง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบแกมรูปใบหอก กว้าง 1.2-2.5 เซนติเมตร ยาว 8-14 เซนติเมตร ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบป้าน แผ่นใบค่อนข้างหนา แผ่นใบด้านล่างมีนวล เส้นแขนงใบข้างละ 7-9 เส้น ก้านใบมีขนหยาบแข็ง ก้านใบยาว 0.7-1 ซม. ดอกช่อ แบบช่อกระจุก ออกสั้นๆที่ซอกใบ ดอกย่อย 3-7 ดอก ในแต่ละช่อ ก้านช่อยาว 1-1.5 เซนติเมตร ก้านดอกยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร ใบประดับรูปใบหอก ยาว 0.8-1.2 เซนติเมตร ติดทน กลีบเลี้ยง 5 กลีบ รูปใบหอกแกมรูปแถบ ปลายแหลม มีขนหยาบแข็ง ขนาดไม่เท่ากัน กลีบคู่นอกยาว 1.8-2 เซนติเมตร 3 กลีบในสั้นกว่าเล็กน้อย กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบดอกรูปดอกเข็ม ปลายแหลม แยกเป็น 5 แฉก หลอดกลีบดอกยาว 4-5 เซนติเมตร แฉกกลีบดอกยาวประมาณ 2 เซนติเมตร เกสรเพศผู้ยื่นพ้นเลยปากกลีบดอก ยาว 3.8-4 เซนติเมตร ก้านชูอับเรณูแผ่กว้างด้านโคน มีปุ่มขนาดเล็กกระจาย โคนอับเรณูรูปเงี่ยงลูกศร เรณูเป็นหนามละเอียด จานฐานดอกรูปวงแหวน รังไข่เกลี้ยง มี 2 ช่อง เกสรเพศเมียยาวเท่า ๆ เกสรเพศผู้ ยอดเกสรหยัก 2 พู ผลสดเมื่อแห้งแตก ทรงกลม มีหลายเมล็ด พบตามป่าเต็งรัง และป่าดิบแล้งที่เป็นหินทราย ที่ระดับความสูง 150-650 เมตร ออกดอกราวเดือนสิงหาคมถึงกันยายน

สรรพคุณทางสมุนไพร

ราก ต้มน้ำดื่ม แก้ไอ รับประทานสด เป็นยาระบาย

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com