สมุนไพรไทย – หญ้าฮี๋ยุ่ม หรือ หญ้ารีแพร์

imageimage

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Centotheca Lappacea (L) Desv.
ชื่อวงศ์ : Poaceae
ชื่ออื่น : หญ้าหมอยแม่หม้าย ขนหมอยแม่ม่าย (สตูล) หญ้าเหล็กไผ่ (สุราษฎร์ธานี) หญ้าอีเหนียว (ชัยนาท) เหนียวหมา (ระนอง)
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 
        เป็นพืชมีอายุหลายปี
     – ลำต้นหญ้าฮี๋ยุ่ม ลำต้นสูง 50-70 เซนติเมตร
     – ใบหญ้าฮี๋ยุ่ม ใบมีขนาดกว้าง 1.5 – 2.5 เซนติเมตร ยาว 6.5 – 15.0 เซนติเมตร ตามลำต้น กาบใบ และตัวใบจะเห็นเส้นใบลายเป็นทางยาวชัดเจน ใบมีขน ขอบใบเรียบ บางครั้งมีคลื่นเล็กๆ ทั้งสองด้าน ลิ้นใบ (ligule) เป็นแผ่นบางๆ สีน้ำตาล (membranous) สูง 2-3 มิลลิเมตร
     – ช่อดอกหญ้าฮี๋ยุ่ม ช่อดอกแบบ panicle ยาว 15 – 43 เซนติเมตร ช่อดอกย่อย (spikelets) มี 2-3 ดอก
     – ดอกหญ้าฮี๋ยุ่ม ดอกมีสีเขียว ยาวประมาณ 8 มิลลิเมตร ก้านสั้นๆ ที่กาบดอกด้านล่าง หรือท่อนพันธุ์

สรรพคุณทางสมุนไพร 
* ช่วยกระชับช่องคลอด ในหญิงหลังคลอด และหญิงที่มีปัญหาช่องคลอดไม่กระชับ
* ช่วยคืนความกระชับให้ช่องคลอดกลับมามีความกระชับเต่งตึง
* ช่วยลดการหย่อนยานของมดลูกได้
* ช่วยบีบมดลูกให้แห้งเข้า
* ช่วยขับน้ำคาวปลา
* ช่วยลดอาการอักเสบของบาดแผลคลอดบุตรได้
* ช่วยสมานแผล
* ช่วยเสริมสร้างเนื้อเยื่อ ทำให้แผลหายไว
* ป้องกันการติดเชื้อของบาดแผล
* ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ชุ่มชื่น เต่งตึง
* ช่วยบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร
* ช่วยให้เนื้อเยื่อมีความแข็งแรง
* ช่วยสร้างเนื้อเยื่อขึ้นมาใหม่
* บำรุงหัวใจ
* ปรับสมดุลในร่างกาย
* ช่วยดับพิษไข้ พิษร้อนในร่างกาย

วิธีใช้ หญ้ารีแพร์ ทำได้ด้วยการนำหญ้า ไปตากแดดให้แห้ง หลังจากนั้นก็นำหญ้าประมาณหนึ่งกำมือมาเผาร่วมกับไม้ผุ หรือถ่านจนเกิดควัน แล้วก็นำหญ้าที่เผาจนเกิดควันมาวางไว้ใต้เก้าอี้ ที่ผ่านการเจาะรูเป็นวงกลม หลังจากนั้นหญิงที่ผ่านการคลอดบุตร หรือหญิงที่ต้องการยกกระชับช่องคลอดและมดลูก ก็มานั่งลงบนเก้าอี้ เพื่อรมกระชับช่องคลอดได้เลย ส่วนระยะเวลาในการรมนั้นจะรมจนกว่าควันจะหมด ทั้งนี้ ในการรมควันจะทำติดต่อกันประมาณ 2-5 วัน
หญ้ารีแพร์สามารถใช้กินได้ด้วย โดยการนำยอดหญ้ามาลวกจิ้มน้ำพริก นำใบขยี้กับน้ำร้อน หรือต้มแล้วคั้นแต่น้ำดื่ม มีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยสมานแผล ทำให้ผิวเก็บกักน้ำได้ดีขึ้น ผิวพรรณจึงชุ่มชื้น เปล่งปลั่งเต่งตึง

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com

สมุนไพรไทย – พริกไทย

imageimage
ชื่อวิทยาศาสตร์Piper nigrum  L.
 ชื่อสามัญBlack Pepper
ชื่อวงศ์Piperaceae
ชื่ออื่น : พริกน้อย (ภาคเหนือ)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 

                 เป็นไม้เลื้อยมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย ลำต้นมีข้อและป้องชัดเจน ใบเดี่ยวออกสลับ รูปไข่หรือรี ปลายใบแหลม โคนใบมนกลมหรือแหลมเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้าง 3.5 – 6 ซม. ยาว 7 – 10 ซม. เส้นใบที่บริเวณโคนใบมี 3 – 5 เส้น ดอกออกเป็นช่อและออกตรงข้ามกับใบ ช่อรูปก้านใบยาว 10 – 20 มม. ติดอยู่ตามแกนช่อดอกรองรับดอก รังไข่กลมปลายเกสรแยก 3 – 6 แฉก ช่อดอกตัวผู้มีดอกที่มีเกสรตัวผู้ 2 อัน ผลรวมกันบนช่อยาว 5 – 15 ซม. ผลรูปทรงกลมขนาด 4 – 5 ซม. แก่แล้วมีเมล็ดสีดำ ภายในมี 2 เมล็ด

สรรพคุณทางสมุนไพร

ดอก ใช้แก้ตาแดงเนื่องจากความดันโลหิตสูง
เมล็ดพริกไทย ใช้เป็นยาช่วยย่อยอาหาร ย่อยพิษตกค้างที่ไม่สามารถย่อยได้ ขับเสมหะ บำรุงธาตุ แก้ท้องอืด แก้ปวดท้อง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ แก้ลมอัมพฤกษ์และระดูขาว ในเมล็ดพริกไทยมีสารไปเปอรีน และสารฟินอลิกส์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีสรรพคุณช่วยป้องกันมะเร็ง มีฤทธิ์กระตุ้นประสาท และแก้โรคลมชักหรือลมบ้าหมูได้

ใบ ใช้แก้ลมจุกเสียด แก้ปวดมวนท้อง

เถาพริกไทย ใช้แก้เสมหะในทรวงอก และอาการท้องร่วงขั้นรุนแรง และท้องเดินหลายๆ ครั้ง

ราก ใช้ขับลมในลำไส้ แก้ปวดท้อง วิงเวียน และช่วยย่อยอาหาร
น้ำมันหอมระเหยในพริกไทย ช่วยลดน้ำหนัก และสามารถใช้นวดส่วนที่ต้องการลดได้

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com