สมุนไพรไทย – ต้นกระดูกไก่

imageimage

ชื่อวิทยาศาสตร์   Chloranthus erectus (Bucg.-Ham) Verdc.

ชื่อวงศ์     CHLORANTHACEAE

ชื่ออื่น   กระดูกไก่ (ภาคกลาง); เกตุเมือง, ฝอยฝา (กรุงเทพฯ); หอมไก่ (ภาคเหนือ) ; หอมไก๋ (พายัพ); กระดูกไก่ (ใต้)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้น : สมุนไพรกระดูกไก่เป็นเป็นพรรณไม้พุ่มที่มีความสูงประมาณ 0.5-2.5 เมตร ลำต้นมีข้อบวมพอง

ใบ : ใบกระดูกไก่เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ ใบมีลักษณะเป็นรูปรีีแกมรูปหอก กว้าง 3-5 (-6) เซนติเมตร ยาว 5-10 (-2.5) เซนติเมตร ผิวใบเกลี้ยง ปลายใบเรียวแหลม โคนใบสอบ ขอบใบทางด้านปลายใบหยัก เส้นแขนงใบ 5-7 (-10) คู่ ก้านใบยาว 5-10 มิลลิเมตร

ดอก : กระดูกไก่ออกดอกเป็นช่อ มีขนาดเล็ก ติดก้านช่อดอก ดอกไม่มีกลีบดอกหรือกลีบรองดอกแต่จะไม่มีใบประดับและเกสรตัวผู้เป็นสีขาว ซึ่งจะออกเรียงกันอยู่ข้างในและมีอับเรณู 4 พู รังไข่ 1 ช่อง เชื่อมติดกันอยู่โคนใบประดับ

ผล : ผลของกระดูกไก่มีลักษณะยาวประมาณ 6-7 มม. ผลสดจะมีสีขาว ภายในเมล็ดมี 1 เมล็ด เป็นเมล็ดที่แข็ง ค่อนข้างกลม

สรรพคุณทางสมุนไพร

รากและใบ มีสรรพคุณเป็นยาขับเหงื่อ เป็นยาแก้ไข้ ด้วยการนำมาชงเป็นชาดื่ม

ลำต้นใช้เป็นยากระตุ้น ยาระงับอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ ด้วยการนำลำต้นมาต้มกับเปลือกอบเชย (Cinnamomum) รับประทาน

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com

สมุนไพรไทย – ต้นเหรียง

imageimage

ชื่อวิทยาศาสตร์ Parkia javanica Merr.

ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE

ชื่ออื่น กะเหรี่ยง เรียง สะเหรี่ยง สะตือ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ต้นจัดเป็นเป็นไม้ยืนต้นผลัดใบขนาดกลาง มีลำต้นเป็นเปลาตรง มีความสูงได้ถึง 50 เมตร มีพูพอนสูงถึง 6 เมตร ลักษณะโดยทั่วไปจะคล้ายคลึงกับสะตอ แต่จะแตกต่างกันตรงที่พุ่มใบของต้นเหรียงมักจะเป็นพุ่มกลม ไม่แผ่กว้างมากนัก และมีพุ่มใบแน่นและเป็นสีเขียวทึบกว่าพุ่มใบของสะตอ เปลือกต้นเรียบ ที่กิ่งก้านมีขนปกคุลมขึ้นอยู่ประปราย และเป็นต้นไม้ที่ชอบแสงสว่างและพื้นที่ค่อนข้างชุ่มชื้น มักจะเริ่มผลัดในในช่วงที่ออกช่อดอก และใบจะหลุดร่วงจนหมดต้นเมื่อผลเริ่มแก่พร้อมๆ ไปกับใบอ่อนที่จะเริ่มผลิออกมาใหม่

ใบมีก้านใบยาวประมาณ 4-12 เซนติเมตร มีต่อมเป็นรูปมนยาว 3.5-5 มิลลิเมตร อยู่เหนือโคน ส่วนก้านแกนช่อใบจะยาวประมาณ 25-40 เซนติเมตร มีช่อใบแขนงด้านข้างประมาณ 18-33 คู่ ใต้รอยต่อของก้านช่อใบแขนงด้านข้างมักมีต่อมเล็กๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2-3 เซนติเมตร ส่วนช่อแขนงยาวประมาณ 7-12 เซนติเมตร ในแต่ละช่อมีใบย่อยประมาณ 40-70 คู่ โดยใบย่อยมีลักษณะเป็นรูปขอบขนานแคบ มีความกว้างประมาณ 5-7 มิลลิเมตร และยาวประมาณ 1.5-1.8 มิลลิเมตร ส่วนปลายใบแหลมโค้งไปทางด้านหน้า ส่วนฐานใบมักยื่นเป็นติ่งเล็กน้อย ส่วนเส้นแขนงของใบด้านข้างไม่ปรากฏชัดเจน

ดอกออกดอกเป็นช่อกลม มีขนาดของดอกกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร และยาวประมาณ 5 เซนติเมตร มีก้านช่อดอกยาวประมาณ 20-25 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกย่อยมีก้านดอกสั้นๆ และมีใบประดับยาวประมาณ 4-10 มิลลิเมตร รองรับกลีบรองกลีบดอกของดอกสมบูรณ์เพศเชื่อมติดกันเป็นหลอด โดยจะออกดอกในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม

ฝักกว้างประมาณ 3-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 22-28 เซนติเมตร ตัวฝักตรงไม่บิดเวียนเหมือนกับสะตอบางพันธุ์ และเมล็ดก็ไม่นูนอย่างชัดเจน ฝักเมื่อแก่เต็มที่เปลือกจะแข็งและมีสีดำ ในแต่ละฝักจะมีเมล็ดลักษณะเป็นรูปไข่ มีขนาดประมาณ 11 x 20 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีเมล็ดประมาณ 20 เมล็ด โดยจะออกผลหรือฝักในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และฝักจะแก่ในช่วงประมาณเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์

เมล็ดเปลือกเมล็ดหนามีสีดำหรือสีคล้ำ มีความแข็ง ส่วนเนื้อในเมล็ดมีสีเขียวเข้มและมีกลิ่นฉุน

สรรพคุณทางสมุนไพร

เมล็ด มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย เจริญอาหาร ลูกเหรียงมีวิตามินเอ วิตามินซี และแคลเซียม จึงช่วยทำบำรุงเหงือกและฟันแข็งแรง

เมล็ด แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง ช่วยขับลมในลำไส้

เปลือกต้น ใช้เป็นยาสมานแผล ช่วยลดน้ำเหลือง

credit : thaiherb-tip108.blogspot.com